หลวงพ่อพระเสี่ยง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งลำน้ำโขง

10/05/2020 Admin

หลวงพ่อพระเสี่ยง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งลำน้ำโขง

หนองคายเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงมากที่สุดเป็นระยะทาง 320 กิโลเมตรเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญสามารถเดินทางข้ามไปเที่ยวยังฝั่งลาวได้โดยสะดวก มีวัดวาอารามและวัฒนธรรมวิถีชีวิตชาวบ้านที่น่าสนใจ โรงแรมที่พักที่สะดวกสบาย หลากหลายไปด้วยอาหารและสินค้าของฝาก ล้วนเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้คนเดินทางมาเยือนเมืองริมโขงแห่งนี้

ตามหัวเมืองต่างๆ แถบลุ่มแม่น้ำโขง ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา จึงมีพระพุทธรูปที่สำคัญเป็นที่เคารพบูชาแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากมายอาทิเช่น พระแก้วมรกต พระใสพระเสริม พระสุก พระเสี่ยง ตามประวัติกล่าวไว้ว่า พระธิดาสามพี่น้องของกษัตริย์ล้านช้าง (บางท่านเชื่อว่าเป็นธิดาของพระไชยเชษฐาธิราช) ได้ร่วมกันสร้างพระพุทธรูปประจำพระองค์ขึ้น 4 องค์ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาแล้วขนานนามพระพุทธรูปตามพระนามว่า พระสุก พระเสริม พระเสี่ยง และพระใส มีขนาดลดกันตามลำดับ

ตามประวัติการสร้างเล่าว่ามีพิธีการทางบ้านและทางวัด ช่วยกันใหญ่โตมี คนสูบเตาหลอมทองอยู่เป็นเวลา 7 วัน แต่ทองก็ยังไม่ละลายถึงวันที่ 8 เวลาเพล เหลือหลวงตากับสามเณรน้อยรูปหนึ่งสูบเตาอยู่ได้ปรากฏ ชีปะขาว ตนหนึ่งมาขอช่วยทำ หลวงตากับเณรน้อยจึงไปฉันเพล ญาติโยมที่มาส่งเพลจะลงไปช่วยแต่มองไปเห็นชีปะขาวจำนวนมาก ช่วยกันสูบเตาอยู่ แต่เมื่อถามพระพระมองลงไปก็เห็นเป็นชีปะขาวตนเดียวพอฉันเพลเสร็จคนทั้งหมดจึงลงมาดู ก็เกิดความอัศจรรย์ใจยิ่ง เหตุเพราะได้เห็นทองทั้งหมด ถูกเทลงในเบ้าทั้ง 3 เบ้าแล้ว และชีปะขาวได้หายไปแล้ว

หลังสร้างเสร็จพระสุก พระเสริม พระเสี่ยง และพระใส ได้ประดิษฐานไว้ ณ เมืองหลวงอาณาจักรล้านช้างมาช้านาน คราใดที่เกิดสงครามบ้านเมืองไม่สงบสุขชาวเมืองก็จะนำพระพุทธรูปทั้งสามไปซ่อนไว้ที่ภูเขาควายหากเหตุการณ์สงบแล้วจึงนำกลับมาไว้ดังเดิม ส่วนหลักฐานที่ว่าประดิษฐานอยู่ ณ เมืองเวียงจันทร์ตั้งแต่เมื่อใดนั้นยังไม่มีปรากฏแน่ชัด ทราบเพียงว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ขึ้นที่เมืองเวียงจันทร์

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ทำลายเมืองเวียงจันทร์เสียสิ้น จึงให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพย์ ได้เป็นจอมทัพยกพลมาปราบ เมื่อเมืองเวียงจันทร์สงบแล้ว จึงได้อัญเชิญ พระสุกพระเสริม พระใส และพระเสี่ยง มาที่จังหวัดหนองคาย มีคำบอกเล่าว่า คราที่อัญเชิญมานั้นไม่ได้อัญเชิญมาจากภูเขาควาย ซึ่งชาวเมืองนำไปซ่อนไว้ การอัญเชิญนั้นได้ประดิษฐานหลวงพ่อทั้งสามไว้บนแพไม้ไผ่ล่องมาตามลำน้ำงึม เมื่อล่องมาถึงเป็นแท่นได้เกิดอัศจรรย์ คือแท่นของพระสุกได้แหกแพ จมลงในน้ำ โดยเหตุที่มีพายุแรงจัดพัด แพเอียงชะเนาะที่ขันพระแท่นติดกับแพ ไม่สามารถที่จะทนน้ำหนักของพระแท่นไว้ได้บริเวณนั้นจึงชื่อว่า “ เวินแท่น” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“พระเสริม” ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุนวรธานีและเจ้าเหม็น (ข้าหลวง) อัญเชิญพระเสริมจากวัดโพธิ์ชัยลงไปยังกรุงเทพฯขุนวรธานีจะอัญเชิญพระใสไปพร้อมกับพระเสริมด้วย แต่เกิดปาฏิหาริย์โดยพราหมณ์ผู้อัญ เชิญนั้นไม่สามารถขับเกวียนนำพระใสไปได้ แม้จะใช้กำลังคนหรืออ้อนวอนอย่างไรก็ตามในที่สุดเกวียนได้หักลง เมื่อหาเกวียนใหม่มาแทนก็ไม่สามารถเคลื่อนไปได้อีกจึงปรึกษาตกลงกันว่า ให้อัญเชิญ พระใสมาไว้ที่วัดโพธิ์ชัย เมื่ออธิษฐานดังกล่าว พอเข้าหามเพียงไม่กี่คนก็อัญเชิญพระใสมาได้

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงลงความเห็นเกี่ยวกับพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้ว่า เป็นพระพุทธรูปล้านช้างที่งดงามยิ่งกว่าพระพุทธรูปองค์อื่นๆ และทรงสันนิษฐานเรื่องการสร้างเป็น 2 ประการคือ อาจจะเป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากเมืองหนึ่งเมืองใดทางตะวันออกของอาณาจักรล้านช้างและต่อมาตกอยู่ในเขตล้านช้างหรืออาจสร้างขึ้นในเขตล้านช้างโดยฝีมือช่างลาวพุงขาว

หลวงพ่อพระใส เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัยหล่อด้วยทองสีสุก มีพระรูปลักษณ์งดงามมาก ขนาดหน้าตัก กว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว ส่วนสูงจากพระสงฆ์เบื้อง-ล่างถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1 นิ้วของช่างไม้ปัจจุบันได้ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถวัดโพธิ์ชัย (พระอารามหลวง) เป็นพระพุทธรูปที่ชาวจังหวัดหนองคายนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก และเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่ง

หลวงพ่อพระเสี่ยง ที่ชาวอำเภอโพนพิสัย เคารพนับถือกันมากตามตำนานหลายเล่มเขียนไว้ว่าเป็นพระพุทธรูปประจำวันเกิดของธิดาเจ้าเมืองล้านช้างเมืองหลวงพระบางเดิมชื่อ “ เสี่ยง” แต่จะเป็นวันเดือนปีใดไม่ปรากฏ แต่เป็นพระพุทธรูปที่มีอยู่ในเมืองหลวงพ่อบางมานานหลายสมัยสืบทอดกันมา

เนื่องจากการรบราฆ่าฟันกันพระพุทธรูปจึงได้ตกมาอยู่เมืองเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ. 2321 (รัชกาลที่1) ยกทัพไปตีนครเวียงจันทน์พระเจ้าธรรมวงศ์แห่งเวียงจันทน์นำเอาพระเสี่ยงไปไว้ที่เมืองเชียงคำ ต่อมาได้นำไปไว้ที่วัดโพนชัยเมืองเวียงจันทน์อีก

เมื่อเวลาประมาณ 100 ปีมีผู้คิดจะเอาพระเสี่ยงไปไว้ในกรุงเทพฯในสมัยนั้นรถก็ไม่มี จึงได้อัญเชิญพระเสี่ยงขึ้นบนหลังช้าง พระเสี่ยงก็แสดงอภินิหาร ให้ช้างหนักไปไม่ได้ เลยตกจากหลังช้าง เป็นเหตุให้ หูหัก เกษคด คือ ท่านไม่อยากไปอยู่ที่อื่นก็เป็นได้พระเสี่ยงเป็นพระทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัยสวยงามมากคณะกรรมการวัดมณีโคตรได้จัดทำเหรียญรูปเหมือนท่านเป็นเหรียญรุ่นแรกทำพิธีพุทธาภิเษก เมื่อวันที่ 10-11 เม. ย. 2517

ต่อมาวันที่ 4 พ. ย. 2534 เจ้าอาวาสพร้อมด้วยคณะกรรมการวัดได้เริ่มสร้างพระธาตุเจดีย์ ขนาดความกว้าง 6 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 24 เมตร สิ้นค่าก่อสร้างทั้งหมด 444, 520 บาท เงินดังกล่าวได้รับสายธารจากสาธุชนทั่วไปและ ได้ทำการฉลองพร้อมกับพุทธาภิเษกรูปเหมือนหลวงพ่อพระเสี่ยงเป็นรูปเหมือนรุ่นที่ 2 เจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัด ได้สร้างรูปเหมือนหลวงพ่อพระเสี่ยงองค์ใหญ่หน้าตัก 59 นิ้วสูง 5 เมตรราคา 220, 000 บาทไว้เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองและสร้างรูปเหมือนเท่าองค์จริงหน้าตัก 8 นิ้ว 5 นิ้ว 3 นิ้วนิ้วครึ่งกริ่งเหรียญพระผงและทำพิธีพุทธาภิเษก ในคืนวันที่ 11 เมษายน 2536 และเมื่อวันที่ 18-20 ธันวาคม 2541 ทางวัดได้ฉลองวิหารและพุทธาภิเษกหลวงพ่อพระเสี่ยงจำลองรุ่นที่ 3

พูดถึง หลวงพ่อพระเสี่ยงองค์จริง นั้น มีลักษณะเป็นทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัยหน้าตัก 8 นิ้วสูง 24 นิ้ว หนักประมาณ 100 กิโลกรัม เป็นพระพุทธรูปที่สวยงามมาก และมีงานประเพณีเกี่ยวกับหลวงพ่อพระเสี่ยง คือ งานสงกรานต์วันที่ 13 เมษายนของทุกปี และงานบุญบั้งไฟในวันเพ็ญเดือน 6 ของทุกปี ถือเป็นประเพณี ที่สำคัญของชาวอำเภอโพนพิสัยปฏิบัติสืบกันมาจนถึงปัจจุบัน และมีคำขวัญว่า หลวงพ่อพระเสี่ยงแสนศักดิ์สิทธิ์สายโลหิตหล่อเลี้ยงอีสานปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค…….

 

Tags : , , , , , , , ,
Leave Comment